ปีนี้ของเลสเตอร์

    เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วเมื่อฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์ทีเดียว เพราะฤดูกาลก่อนหน้านั้นพวกเขาต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นด้วยซ้ำ แต่พวกเขาไปได้เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือประสบการณ์สูงขาวอิตาเลี่ยนเข้ามาคุมทีม ทำให้รอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ และในฤดูกาลต่อมาก็สร้างปาฏิหารย์พาทีม “จิ้งจอกสยาม” ที่มีเจ้าของเป็นกลุ่มคิง พาเวอร์ ที่เป็นบริษัทของคนไทยเป็นเจ้าของสโมสรอยู่ในเวลานี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และก็ได้มีการนำถ้วยพรีเมียร์ลีกมาแห่กันในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ด้วย แต่หลังจากนั้นมาพวกเขาต้องกลับมาสู่สภาพความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อต้องกลายมาเป็นทีมระดับกลางตารางตามเดิม แต่ก็ถือว่าพวกเขามีการบริหารทีมที่ดีทีเดียว ที่สามารถกลายเป็นทีมที่อยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายๆ ในแต่ละฤดูกาล และมีนักเตะที่ก้าวขึ้นมาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับสโมสรทุกปี ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะทานอำนาจเงิน และบารมีของทีมยักษ์ใหญ่ต่างๆ ไม่ได้ และต้องขายนักเตะออกจากทีมไปบ้างก็ตาม อย่างซัมเมอร์นี้ที่พวกเขาต้องเสียริยาด มาห์เรซ ตัวรุกคนสำคัญของทีมไปให้กับแมเนเชสเตอร์ ซิตี้แล้ว แต่ก็ได้มาถึง 60 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติสโมสรของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วย กว่าจะกระชากมาห์เรซออกจากอ้อมอกเลสเตอร์ได้ แต่ในส่วนของแฮร์รี่ แม็คกวาย ปราการหลังมาแรงของทีมชาติอังกฤษนั้น พวกยังคงรักษาให้อยู่กับทีมต่อไปได้ แม้ว่าจะมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาสนใจก็ตาม

ฤดูกาลนี้เลสเตอร์ ซิตี้ก็มีการปรับเปลี่ยนทีมพอสมควร นอกจากจะเสียริยาด มาห์เรซออกจากทีมแล้ว พวกเขายังเสียอาเหม็ด มูซ่า กองหน้าทีมชาติไนจีเรียไปให้กับทีมในตะวันออกกลางอีกด้วย ทำให้พวกเขาต้องไปคว้านักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีม ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีข่าวหวือหวาอะไรมากมาย แต่ก็ใช้งบประมาณไปถึง 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว จากการซื้อเจมส์ แมดดิสัน กองกลางดาวรุ่งจากนอริช ซิตี้ 22.5 ล้านปอนด์ ริคาร์ดด้ เปไรไร แบ็คขวาจากปอร์โต้ 20 ล้านปอนด์ แดนนี่ วอร์ด ประตูสำรองของลิเวอร์พูล 12.5 ล้านปอนด์ และล่าสุดกับราชิด เกซซาล ตัวริมเส้นจากโมนาโกที่จะมาแทนที่ของมาห์เรซในฤดูกาลนี้ บวกกับนักเตะที่พวกเขามีอยู่แล้ว หากว่าไม่เสียใครออกจากทีมไปอีกก็น่าจะแข็งแกร่งพอที่จะได้อันดับในโซนกลางตารางแบบสบายๆ แต่คงไม่ถึงกับจะได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปแต่อย่างใด